The Debate

ต ร จ ว หวย วัน ที่ 1 พฤศจิกายน 62: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

slot joker game,ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ 3.05 พันล้านบาท หรือมีกำไร 0.27 บาทต่อหุ้น ลดลงราว 10.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 3.41 พันล้านบาท หรือ 0.34 บาทต่อหุ้น,สำหรับภายหลังการระดมทุนบริษัทได้ทำการติดตั้งเตาเผาและเครื่องจักรใหม่ เพื่อขยายคอขวดในกระบวนการผลิต ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการทดสอบเครื่องจักร (Test Run) และคาดว่าในช่วงไตรมาส 4/2558 จะสามารถเริ่มการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้、lsm99 เครดิต、นายพงษ์ดิษฐ พจนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนชีวมวลสงขลา กำลังการผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าหงสาหน่วยที่ 2 กำลังการผลิตติดตั้ง 626 เมกะวัตต์ มีแผนจะเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจำหน่ายในปลายปีนี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตเชิงพาณิชย์ตามสัดส่วนการถือหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 6,117.31 เมกะวัตต์,สำหรับอันดับความน่าเชื่อของผู้ออกหุ้นกู้ที่ระดับ BB+/Stable โดยบริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 20 พ.ค.58BKD-W1 Trading buy ปิด 0.51 แนวรับ 0.50-0.48 แนวต้าน 0.55-0.57คำแนะนำ: ขายสถานะ Short ใน ITDU15 ที่แนวรับ 7.20 และเปลี่ยนเป็นสถานะ Long เพื่อคาดหวังการฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 7.40-7.44 เก็งกำไรหุ้นใหญ่ เน้น Defensive: ADVANC DTAC EGCO RATCHอนึ่ง Special Drawing Rights (SDR) เป็นตระกร้าของสกุลเงินของทุนสำรองที่แนะนำและถูกจำกัดความโดย IMF และอาจจะเป็นตัวแทนทุนสำรองของประเทศสมาชิกเอง IMF ในปัจจุบัน SDR มีตะกร้าที่เป็นสกุลเงิน US$ (41.9%) Euro (37.4%) Pound Sterling (11.3%) และ YEN 9.4% โดยสกุลเงินทุนสำรองต่างๆ เหล่านี้จะถูกให้น้ำหนักตามปริมาณธุรกรรมการค้าขายระหว่างประเทศและทุนสำรอง,TMB28C1510A +50.0% (TMB +2.7%)ส่วนสาเหตุที่ให้ราคาซื้อสูง เนื่องจากต้องการซื้อทั้งหมด ซึ่งหลังจากการเข้าซื้อเรียบร้อยร้อยแล้วคาดว่าจะมีการจัดตั้งบริษัทให้ขึ้นเป็น Holding company และเข้าถือหุ้นในบริษัท Smart traffic และบริษัทในเครือที่ปัจจุบันถือหุ้น AC milan สัดส่วน 48% จากนั้นทำการเพิ่มทุน PP หุ้น EIC อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ได้เงินไม่น้อยกว่า 5 พันล้านบาท เพื่อถือหุ้นบริษัทในเครือดังกล่าวจำนวน 50% ส่งผลให้ EIC จะถือหุ้นใน ทีม AC Milan ไม่ต่ำกว่า 20% SET Index เครื่อนไหวทรงตัวบริเวณ 1,400 จุด ก่อนปิดภาคเช้าที่ระดับ 1,406.36 จุด +2.21 จุด (+0.16%) ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 16,620.99 ลบ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่าระวางเรือ (BD)I ปิดวันทำการล่าสุด (13 ส.ค.) ที่ 1,046.00 จุด ลดลง 47.00 จุด หรือ 4.30%、ด้านสายธุรกิจ Related Businesses มีรายได้รวมกันกว่า 1,251 ล้านบาท จากธุรกิจคอลเซ็นเตอร์ ของบมจ.วันทูวัน คอนแทคส์ ธุรกิจเสาและกล่องรับสัญญาณดิจิตอลทีวี ของบริษัท สามารถวิศวกรรม และธุรกิจกล้องวงจรปิดของบ.วิชั่น แอนด์ ซิเคียวริตี้ ซิสเต็ม ในช่วงครึ่งปีหลัง จากเทรนด์ของการใช้ Outsource Call Center คาดว่า วันทูวัน คอนแทคส์ จะสามารถเซ็นสัญญางานใหม่ได้อีก 350 ล้านบาท จากปัจจุบันซึ่งมีงานในมือแล้วกว่า 1,300 ล้านบาท ส่วนสามารถวิศวกรรม มีโอกาสจากคูปองดิจิตอลทีวีล็อตสุดท้ายจำนวนกว่า 5 ล้านใบ และทำการตลาดรุกเข้าสู่กลุ่มลูกค้าองค์กรมากขึ้น ตั้งเป้าปีนี้รับแลกไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านเครื่องโดยผลการดำเนินงวด 3 เดือนที่มีกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนจากการขายอสังหาริมทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 383.68 ล้านบาท หรือ 0.069 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 283.63 ล้านบาท หรือ 0.053 บาทต่อหุ้นรวมถึงอนุมัติการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน 1 บริษัท ร่วมกับกลุ่มนายกฤติพงษ์ วงศ์พานิช เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนของสหกรณ์การเกษตร โดย PSTC จะถือหุ้น 60% และกลุ่มนายกฤติพงษ์ ถือหุ้น 40% โดยคาดว่าจะดำเนินการจัดตั้งภายในเดือนธ.ค.58 โดยบริษัทมีวัตถุประสงค์จะนำเงินจากการขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ไปใช้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานและรองรับการขยายธุรกิจของบริษัท และ/หรือ เพื่อซื้อที่ดินในการพัฒนาโครงการของบริษัท และ/หรือ ชำระคืนหนี้เดิมของบริษัทขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 520.49 ล้านบาท หรือ 0.08999 บาทต่อหุ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 63.06 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.0109 บาทต่อหุ้นคำแนะนำ: ขายสถานะ Short ใน ITDU15 ที่แนวรับ 7.20 และเปลี่ยนเป็นสถานะ Long เพื่อคาดหวังการฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 7.40-7.44。

EPCO ตั้งเป้าปีนี้รายได้โต 10% กำไรโต 15% เริ่มรับรู้โซลาร์ฯ ญี่ปุ่น Q4/58SET50 Index Futures: รอบเช้าเกิดการเปลี่ยนทิศทางหลังหลุด 910 จุด ภาพรายสัปดาห์มาถึงทางเลือกเช่นกันที่ระดับแนวรับ 890 จุด เพราะจะเปิดการดึง Downside ร่วงเร็วอีกระลอก ฉะนั้นการฟื้นตัวรอบบ่ายควรรีบกลับมายืนเหนือ 905 จุด เพื่อมีจังหวะฟื้น แม้วจะอยู่ในขาลง,ส่งผลให้ราคาขายปิโตรเลียมเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ราว 48 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากทั้งปีก่อนอยู่ที่เฉลี่ย 63.38 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ได้เลื่อนเป้าหมายการผลิตปิโตรเลียมในระดับ 6 แสนบาร์เรล/วันออกไปเป็นปี 68 จากเดิมที่คาดจะทำได้ภายในปี 63อย่างไรก็ตาม โครงการวิจัยดังกล่าวเป็นความร่วมมือเพื่อศึกษาความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ข้อดีและข้อจำกัดของรถโดยสารไฟฟ้ารวมถึงการเปรียบเทียบการใช้พลังงานในเส้นทางที่ให้บริการจริง และจากความร่วมมือนี้ไม่ได้หยุดที่รถโดยสารไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นเพียงการเริ่มโปรเจคแรกที่ มจธ. ทำร่วมกับบริษัท ซึ่งจะมีการพัฒนาความร่วมมือทางการวิจัยและพัฒนาด้านยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตต่อไปโดยผลการดำเนินงานที่มีกำไรลดลง เนื่องจากการรับรู้รายได้จากการบริการลดลง, INTUCH คาดรายได้ปีนี้โต 5-7% ลงทุน Venture Capital ไม่เกิน 200 ลบ./ปี SENA กำไร Q2 เหลือ 35.39 ลบ.แจงโครงการกำลังก่อสร้าง-ไม่สามารถรับรู้รายได้ทันที,ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทมีต้นทุนโดยสาร และค่าใช้จ่ายทางการเงินสูงกลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: คาดทรงตัวถึงอ่อนตัวลงได้ต่อ ส่วนการดีดขึ้นสลับระหว่างทางมีแนวต้านระยะสั้นที่ 1395-1400 จุด ต้องขึ้นมายืนเหนือให้ได้ก่อน ถึงจะเริ่มกลับมาเป็นสัญญาณที่ดี ทั้งนี้แนวรับเป้าหมายรอบนี้ มองอยู่ที่ 1370 และ 1360 จุด ตามลำดับ ส่วนเม็ดเงินใหม่ที่รอจากทริกเกอร์ ฟันด์ อีกกอง สรุปยอดที่เสนอขายออกมาได้น้อยเช่นเดียวกับกองแรก ทำให้ช่วยประคอง SET ไม่ได้ กลยุทธ์ การเก็งกำไรพักไว้ก่อน เนื่องจากจะเสียเปรียบตามภาวะตลาดที่ไม่ดี ส่วนนักลงทุน เราแนะนำรอซื้อเก็บหุ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะที่แนวรับ 1360 จุดบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/58 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 1.14 พันล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.79 บาทต่อหุ้น ลดลง 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.85 พันล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 1.27 บาทต่อหุ้นนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS เปิดเผยว่า ปีนี้แม้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศจะยังคงชะลอตัว แต่สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ แนวโน้มคาดว่าน่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 15% จากปีที่ผ่านมาทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ขาดทุน เนื่องจากสาเหตุหลักมาจากการรับรู้ผลขาดทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อย โดยส่วนใหญ่เกิดจากผลขาดทุนในบริษัท สายการบินนกสกู๊ต จากัด (+/-) ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/58,ขณะที่การปรับลดลงของ Infrastructure Plays เป็นโอกาส ซื้อ Sentiment ตลาดที่ถูกกดดันจากการปรับลดค่าเงินหยวนเป็นโอกาส ซื้อ กลุ่มหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากหยวนอ่อนค่า และมีประเด็นลงทุน อย่างกลุ่มสื่อสารที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง และได้ประโยชน์จากประมูล 4G กลุ่มรับเหมาฯ คาดเปิดประมูลรถไฟรางคู่ คลอง19-แก่งคอย จิระ-ขอนแก่น ภายใน ส.ค.-ก.ย.นี้ อย่าง บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK, บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC และบริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO?กำหนดจุด stop loss เมื่อใกล้หลุด 4.28 บาททั้งนี้ ผลดำเนินงานที่ลดลงดังกล่าว เป็นผลจากการที่บริษัทมีรายได้จากการรับประกันภัยลดลงราว 2.15% ในช่วงไตรมาส 2 ขณะที่รายจ่ายจากการรับประกันภัยและการดำเนินงานเพิ่มขึ้นประมาณ 4.85% อีกทั้งภาพรวมของธุรกิจการลงทุนของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรก ก็ออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากสภาวะตลาดโดยรวมยังอยู่ในช่วงของขาลง โดยที่ผลกำไรในส่วนนี้ลดลงราว 38.26 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรก ของปีที่ผ่านมาขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 191.51ล้านบาท หรือ 0.36 บาทต่อหุ้น ลดลง 38.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 311.91ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.59 บาทต่อหุ้นทั้งนี้ มีการรายงานว่า หุ้นอาลีบาบาได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุด นับตั้งแต่เข้ามาทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา (2557) โดยมูลค่าหุ้นที่ หม่า ถืออยู่ ประมาณ 6.20% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดที่ทำไว้ที่ 3.74 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2558 ราว 2.40% มาอยู่ที่ 3.12 หมื่นดอลลาร์。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.