Features | Diplomacy | East Asia

ufa678 win: The Koreas, Bastion of Cold War Realism

โปรแกรมถ่ายทอดสดบอลวันนี้,อย่างไรก็ตามสศค. มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ยังขยายตัวได้ดีกว่าปีก่อนที่เติบโต 0.7% โดยมีสาเหตุหลักจากการส่งออกบริการ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากนักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์การเมืองไทยมากขึ้น,และมาพร้อมกับด้วย Volume ที่เพิ่มขึ้น ท่าให้สามารถคาดหวังการปรับตัวขึ้นต่อได้ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 18,035.53 จุด ลดลง 74.61 จุด หรือ -0.41%, ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 5,023.64 จุด ลดลง 31.78 จุด หรือ -0.63% ดัและชนี S P500 ปิดที่ 2,106.85 จุด ลดลง 7.91 จุด หรือ -0.37% ส่วนทางด้าน DW บนหุ้นรายตัวที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมีหลายกลุ่มหลักทรัพย์ โดยเฉพาะ Call DW บนหุ้น TRUE หลังจากหุ้นอ้างอิงปรับตัวลงในช่วงเช้า โดย TRUE ปิดเที่ยงที่ 12.00 บาท -0.20 บาท หรือ -1.6% ส่งผลให้ Call DW มีแรงซื้อเข้ามามาก เช่น TRUE28C1512Aอนึ่ง ในงวดปี 57 (สิ้นสุดก.ย.) AOT มีรายได้ 3.98 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 1.22 หมื่นล้านบาทแนวรับ 2.22โดยดัชนี MSCI Asia Pacific ร่วงลง 0.5% สู่ระดับ 155.69 จุด เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น.ตามเวลาโตเกียวสำหรับ DW บนหุ้นธนาคาร รับเหมาก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างที่ได้รับความสนใจยังคงเป็น DW บนหุ้นอ้างอิงเดิมๆที่ได้รับความสนใจต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้ ตัวอย่าง DW28 ที่มีวอลุ่มหนาแน่นเช่น KBAN28C1510A ITD28C1510A และ TPIP28C1509A เป็นต้น ส่วน Put DW ที่ปรับตัวขึ้นหลังจากราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวลง ได้แก่ PTTE28P1505A +15.4% และ PTT28P1505A +3.5% ทั้งนี้ กลุ่ม Call DW ก็มีหลายหลักทรัพย์อ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น เช่น Call DW บนหุ้น SCC เช่น SCC28C1505A +5.3% SCC28C1510A +3.1% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +0.4% จากการรายงานผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด เป็นต้นทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวที่พลิกกำไร เนื่องจากบริษัทได้รับเงินปันผลจากบริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด (เคที ซีมิโก้) ในไตรมาสที่หนึ่งปี 58 จำนวน 141.49 ล้านบาท ,สำหรับธุรกิจของ PMTA มีส่วนแบ่งตลาด 25% ในปุ๋ย NPK และ 9% ในปุ๋ยเคมีเชิงผสม ของเวียดนาม ระหว่างปี 55-57 มีอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยปีละ 22% ผลักดันจากความนิยมในปุ๋ยเคมีที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทดแทนปุ๋ยอินทรีย์แบบดั้งเดิม และความสำเร็จในการปรับปรุงการผลิตเพื่อสร้าง value added ของบริษัทราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิดสัญญาณฟื้นตัวทางเทคนิค พร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องไปทดสอบแนวรับของเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ทำให้แนวโน้มของราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องขณะที่ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่มีความต่อเนื่อง และทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ตลท.ได้มีการขึ้นเครื่องหมาย market alert เพื่อเตือนนักลงทุนถึงความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทั่วไป เนื่องจากมีข้อมูลสำคัญที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจลงทุนหรือตัดสินใจใช้สิทธิใช้เสียงในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้น ๆโปรแกรมถ่ายทอดสดบอลวันนี้,บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL ระบุว่า บริษัท สามารถคอมเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 99.99% ได้ลงนามในสัญญารับจ้างปรับปรุงและพัฒนาอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่ายระบบสื่อสารกับกระทรวงมหาดไทย เมื่อวานนี้ (28 เม.ย.) ซึ่งมีมูลค่าโครงการทั้งสิ้น 333 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยจะต้องปรับปรุงและพัฒนาอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่ายระบบสื่อสารให้แล้วเสร็จและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในระยะเวลาโครงการ 690 วัน นับถัดจากวันลงนามสัญญา63.00 66.00 AOT ปรับเป้ารายได้ปี 58 โตเกิน 15% ตามปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่รูปแบบราคา หากสังเกตุตั้งแต่ช่วงต้นเดือน มี.ค. จนถึงปัจจุบัน พบว่า THCOM ฟอร์มตัวในรูปแบบ Reversed Head Shoulders ชัดเจน แถมล่าสุดยังได้ Breakout ผ่านแนวต้าน Neck Line ขึ้นมาได้แล้วและกำลังขึ้นทดสอบแนวต้าน SMA 200 วัน หากผ่านแนวต้านด่านสำคัญนี้ได้ ราคาจะเตรียมไปต่อยาวเพื่อทดสอบแนวต้านที่ 39.25 บาทส่วนความคืบหน้าโครงการประมูลซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน (ครั้งที่ 3) ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น บริษัทได้เข้าร่วมการเสนอราคาเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งนี้กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการสรุปผลและประกาศแจ้งผลการพิจารณาคัดเลือก และหากบริษัทได้รับงานดังกล่าวจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันรายได้ของบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไปส่วนทางด้าน DW บนหุ้นรายตัวนั้น DW บนหุ้นธนาคาร รับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้า โดยได้รับปัจจัยหนุนจากหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้นหลัง ธปท.ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยสำหรับ DW28 ที่มีการซื้อขายหนาแน่นได้แก่ ITD28C1510A และ KBAN28C1510A เป็นต้น。

KBANK ปิด 210.00 -6.00 -2.78%ส่วนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในอนาคตนี้ บริษัทเห็นว่าไม่ต้องมีการเพิ่มทุน เนื่องจากโครงสร้างเงินทุนที่ประกอบด้วย Demco-W6,ESOP, PP จำนวนรวม 1,500 ล้านบาท จะส่งผลให้บริษัทสามารถกู้เงินราว 6,000-7,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีศักยภาพในอนาคตที่จะลงทุนในธุรกิจ 8,000 9,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนและขยายธุรกิจในอนาคตได้?นางกันตพร ทองมั่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซท ไบร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ ABC เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าปีนี้จะพลิกมีกำไรสุทธิตามรายได้ที่ขยายตัวขึ้นเป็น 3,000 ล้านบาท หลังจากรุกการเปิดโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่หัวหิน ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ มูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมนำกำไรที่ได้มาล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 50 ล้านบาทได้ทั้งหมดแนวต้าน 2.68 // 2.74-2.78 บาท สำหรับเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปีนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ โดยต้องรอดูยอดขายที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ก่อน โดยปกติยอดขายประมาณ 60-70% จะอยู่ในช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งในช่วงต้นปีนี้ตลาดชะลอตัวบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ และภาวะอากาศเย็น แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ทำให้เริ่มเห็นยอดขายกลับเข้ามามากขึ้น สำหรับกำไรนั้นในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตค่อนข้างมาก ปีที่ผ่านมามีกำไรสุทธิระดับ 31.40 ล้านบาท จาก 2.72 ล้านบาทในปี 56 ซึ่งเป็นปีที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากและขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนแนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (30 เม.ย.) เชื่อว่าตลาดจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับคืนนี้ทางฝั่งสหรัฐฯ พร้อมให้แนวรับ 1,500 จุด ส่วนแนวต้าน 1,530 จุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหุ้นที่ประกาศ XD (Excluding Dividend): ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล ในวันนี้ (6 พ.ค.) มีดังนี้,นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยลบหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งแรกสำหรับจีดีพีช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยระบุว่ามีการขยายตัวเพียง 0.2% เทียบกับระดับ 2.2% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว และ 5% ในไตรมาส 3 ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า จีดีพีมีการขยายตัว 1% ในไตรมาสแรก,นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรปในวันนี้ รวมถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย.และดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศเดือนเม.ย.ของอังกฤษ, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมี.ค.และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมี.ค.ของฝรั่งเศส, ข้อมูลว่างงานเดือนเม.ย.ของเยอรมนี และข้อมูลเงินเฟ้อเบื้องต้นของยูโรโซนเดือนเม.ย.Bank: ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตามกรอบแนวโน้มหลุดแนวรับที่ 550 ลงไป แต่เริ่มมีแรงซื้อในช่วงสั้นในหุ้นขนาดใหญ่ จึงทำให้ยังมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องTHCOMดีดขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะ 3 เดือน พร้อมปริมาณการซื้อขายสนับสนุนหนาแน่น เครื่องมือ MACD เป็นบวกและ DI+ พุ่งชี้ขึ้น แนวต้านแรก 38.00 บาท ถัดไปที่ 39.50 บาทนายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนรอซื้อเล่นรีบาวด์ โดยเน้นหุ้นรายตัวที่คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 1/58 จะประกาศออกมาดี เช่น THCOM ICHI รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานจากราคาน้ำมันดีดตัวขึ้น และคาดว่ากำไรไตรมาส 1/58 จะพลิกเป็นมีกำไร เช่น PTTEP,PTTGC,TOP และ BCP หุ้นบริติช อเมริกัน โทแบคโค, หุ้น Outokumpu Oyj ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กของฟินแลนด์ และหุ้น Delhaize Group ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกด้านอาหารของเบลเยียม ต่างก็ร่วงลงเนื่องจากผลประกอบการที่อ่อนแอในไตรมาสแรก หุ้นเมอร์ก ซึ่งเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์รายใหญ่ ดิ่งลง 5.37% หุ้นอินฟิเนียน เทคโนโลยีส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ ร่วงลง 4.75%ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ปลดเครื่องหมาย SP (Suspension) CEI ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าวันนี้ หลังจากที่ได้ขึ้น SP ตั้งแต่การซื้อขายเมื่อวันที่ 18 มี.ค.58 เป็นต้นมา เนื่องจากบริษัทไม่สามารถนำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค.58 มายังตลาดหลักทรัพย์ฯภายในเวลาที่กำหนด แต่บัดนี้ บริษัทได้นำส่งงบการเงินดังกล่าวมายังตลาดหลักทรัพย์แล้ว นิกเกอิปิดร่วง 538.94 จุด หลัง BOJ คงนโยบายการเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนแรงลง เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จะทราบผลการประชุมเฟด ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าเฟดจะส่งสัญญาณมากขึ้นเกี่ยวกับช่วงเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในแถลงการณฺ์หลังการประชุม ซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันนี้ ตามเวลาสหรัฐ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าเฟดจะไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ย หลังจากที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในภาวะอ่อนแอนอกจากนี้แนะจับตาการแถลงมาตรการผ่อนคลายเงินทุนไหลออกเพิ่มเติมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน หลังจากที่ผ่านมาเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งด้านการส่งออก เนื่องจากธปท.มองว่าขณะนี้รัฐบาลไม่สามารถจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มที่พร้อมกันนี้ ทอท.จะต้องอธิบายเหตุผลความจำเป็นในการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ด้านทิศเหนือของท่าอากาศยาน(Multi-Function Terminal) เพื่อรองรับผู้โดยสารเพิ่มอีก 20 ล้านคนต่อปีในอนาคต เพื่อรายงาน ครม.ให้เข้าใจเป็นภาพรวมด้วย THAIยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือน พร้อมปริมาณการซื้อขายสนับสนุนหนาแน่น สอดคล้องกับเครื่องมือ MACD ที่เป็นบวกพุ่งชี้ขึ้น แนวต้านแรก 14.30 บาท เป้าหมายถัดไป 15.00 บาทส่วนแผนดำเนินงานในประเทศไทย มองว่าธุรกิจพลังงานทดแทนยังมีความสดใสและเป็นจังหวะที่ดีต่อการพัฒนาโครงการของ TSE เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน พลังงานลม น้ำ ชีวภาพ เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 25 โครงการ รวม 98.5 เมกะวัตต์ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,928.20 จุด ร่วงลง 142.20 จุด หรือ -0.79%, ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 4,939.33 จุด ลดลง 77.60 จุด หรือ -1.55% และดัชนี S P500 ปิดที่ 2,089.46 จุด ลดลง 25.03 จุด หรือ -1.18%ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของจีนในเดือนเม.ย. ขยับขึ้นแตะ 52.9 จาก 52.3 ในเดือนมี.ค. โดยดัชนีที่สูงกว่า 50 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมภาคบริการยังคงมีการขยายตัว และหากดัชนีต่ำกว่า 50 จะบ่งชี้ถึงภาวะหดตัว,ขณะที่ภาพรวมธุรกิจของปี 58 ถือว่าเริ่มคลี่คลายขึ้นหลังจากปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง ทำให้ค่ายผู้ผลิตภาพยนตร์จากต่างประเทศต้องชะลอการเข้ามาถ่ายทำที่ประเทศไทย เนื่องจากติดขัดในข้อกฎหมายบางอย่างในช่วงของการใช้กฎอัยการศึก ทำให้ผู้ผลิตบางส่วนไปถ่ายทำที่ประเทศมาเลเซียประเมินดัชนีมีแนวโน้มยังคงอ่อนแอ จากความกังวลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ติดตามประเด็นการประชุม FOMC ที่กำลังจะมีขึ้นต่อการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย เน้นการลงทุนรายตัวที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 โดดเด่น และหุ้นที่ได้รับผลดีจากนโยบายรัฐ。

A reluctant but pragmatic defense of neorealism in Northeast Asia.

The Koreas, Bastion of Cold War Realism
Credit: Panmunjom via Vacclav / Shutterstock.com

Nuclear crises, propaganda and espionage, a clash of ideologies – the Korean peninsula is the ?only place in the world where the Cold War lingers. This persistence is the result of the 1953 Armistice Agreement and the apparent neorealist policies employed by North Korea. Despite the problems with neorealism and its appropriately dwindling popularity, it remains a useful lens through which to understand the conflict on the peninsula, and the defensive realist reactions on the part of China and South Korea.

Rather than asserting that realism or its offshoots are the ultimate International Relations grand theories, I suggest that neorealism remains a crucial aspect of IR security theory. The offensive realist behavior of the DPRK and the defensive realist policies of China and the South Korea serve to illustrate the unfortunate but continued significance of neorealism within international relations.

Neorealism, defined by Kenneth Waltz in 1959, holds that states are unitary rational agents acting in their perceived self-interest within a system wherein each state seeks to ensure its perpetuation and maintain a balance of power. Structure is the defining feature of the theory, with states the main actors competing within an anarchic system to maintain their power and stability. The modern East Asian regional complex has security dynamics very similar to those that prevailed in the Cold War during the second half of the 20th century. Because the Korean War concluded with an armistice agreement and not a peace treaty, the Cold War on the peninsula has effectively continued, producing a subsequent nuclear proliferation; the crisis has only escalated since the DPRK announced in May 2009 that it would no longer abide by the armistice. As during the Cold War, foreign relations in the region are based on allegedly rational cost-benefit analyses of war and executing the appropriate policies. The focus of North-East Asian states has been on classic security dilemma proliferation and maintaining a balance of power to avoid war.

Just as during the 20th century Cold War between the U.S. and the U.S.S.R., the objective of each actor is not to engage in war and suffer its costs and consequences; rather each state is more interested in preventing war and maintaining regional stability and their spheres of hegemony. This loosely follows the balance of power security model, which holds that: all states are power-seeking; states ultimately seek hegemony over their system; and that other states in the system will attempt to block those bids for hegemony. However, the regional system of East Asia is different from the Cold War bipolarity; instead, it has a multi-polar dynamic, in which China, South Korea, and the U.S. compete for regional hegemony. Actors optimally try to have good relations with the other players or minimally try to avoid hostile relations; and actors try to prevent threateningly close cooperation between the other actors. This logic is reflected in the defensive realist policies of China and South Korea, while North Korea has taken a more offensive power-seeking approach.

The DPRK Strategy

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Offensive realism is the strategy being pursued by the DPRK, keeping John Mearsheimer’s brand of realism relevant in contemporary IR theory. This theory dictates that states seek to maximize power through increased military capability, as can be seen with North Korea’s nuclear ambitions. While it remains unknown whether or not the DPRK is seeking hegemonic status in the region as an orthodox reading of offensive realist policy would suggest, it is certain that its newfound nuclear capability is the North’s only effective foreign policy tool; without nuclear weapons, North Korea would receive very little attention, which is an international embarrassment given its grave yet largely ignored human rights crises. Yet just as realism suggests, proliferation and security are central to the foreign policy of the region.

The DPRK has acted as a classical realist state in building up its nuclear arms in response to its perceived security threats. Contrary to the popular stance taken by the Western media, the perceived security threat of the U.S. is not all baseless paranoia.

The Korean War, and the U.S. threat to use nuclear weapons in defense of South Korea, understandably pushed Kim Il-sung to pursue nuclear technology early on, and after China’s denial to share its nuclear secrets after its test in 1964 an indigenous DPRK program was pursued. The fear of a U.S. confrontation was exacerbated in the late 1960s as the U.S. placed nuclear weapons on ROK soil, and there was concern in Pyongyang that North Korea’s larger communist allies would no longer provide support as it observed the Cuban missile crisis, the Chinese Cultural Revolution, and the Russo-Sino split. North Korea’s security environment deteriorated with the end of the Cold War: It lost funding from the U.S.SR, South Korea flourished economically and militarily, China focused on its own economics and reached out to South Korea, and Russia recognized the ROK. Without being able to lean on the Soviets or their own declining conventional weapons program, nuclear weapons offered the most security and were therefore a logical option. Finally, with the U.S. invasion of Afghanistan Iraq and the instance on regime change in Iraq, Pyongyang worried that it might be the next focus of American foreign policy and so built up its nuclear deterrent.

While the perceived security threat is the main motive behind nuclearization, domestic politics and international norms also provide motivations: The focus on external threats distracts from daily grievances and gives the Kim regime power and legitimacy, and the international symbolism of nuclearization gives the DPRK a highly effective diplomatic bargaining chip, along with the international status of a modern state.

The DPRK has not yet developed enrichment capabilities to enrich uranium on an industrial scale, and so is a limited nuclear power in the practical sense. Based on evidence from its May 2009 test, North Korea has approximately enough plutonium for four to eight primitive nuclear weapons; it is also safe to assume that they can only be launched over relatively short distances. Yet, this is enough to aggravate the international community and to concern its neighbors. With its small and militarily useless nuclear arsenal, North Korea has proven that a nuclear program does not need to be large or sophisticated to be politically effective.

Defensive Realism

Defensive realism shares the structural tenets of offensive realism; both emphasize the importance of balancing behavior in a chaotic international system. Yet defensive realism proposes that the unrestrained pursuit of power is counterbalancing and therefore not desirable. The PRC and ROK have reacted to North Korea’s offensive realism with defensive realist foreign policy aimed at balancing the DPRK’s aggressive behavior and calling for restraint. It must be noted that their policy motives also include suspicions about Japan, the U.S., and each other, as well as a wide range of domestic considerations, but that non-proliferation is the driving motive behind the PRC and ROK’s regional foreign policy.

The most pressing concern from the region is a conflict between Pyongyang and Seoul or Tokyo; the desire to avoid such a clash is what drives relations between North Korea and its neighbors. Second to this is avoiding the potential disasters of regime change or collapse: These include a refugee crisis for China and South Korea; an economic crisis for Seoul should it absorb the North in an attempt at reunification; an economic crisis for China as the unstable region experiences capital flight; and the unpleasant realities of dealing with a humanitarian crisis should the human rights abuses occurring in the North be stopped and rectified. Finally, the region is interested in preventing North Korea from expediting nuclear crises around the world by exporting nuclear technology. All parties realize that between the options of engagement, disengagement, and containment, the former is the most appealing because it allows for the greatest potential to control, or at least influence, Pyongyang. This cost-benefit analysis is the framework around which defensive realist policy is formed in both China and South Korea.

China is ultimately concerned with the denuclearization of North Korea. DPRK test facilities are close to the Chinese border and threaten Chinese security should an accident occur, and could already be having a negative ecological impact. More pressingly (as “hard” security concerns always trump “soft,” environmental concerns regardless of the consequential long-term ecological insecurity), the PRC does not want an expanded North Korean nuclear program that might prompt the ROK and Japan to develop nuclear weapons should they lose confidence in the U.S. nuclear umbrella. Further, the implications of accepting a DPRK nuclear program for the future of non-proliferation and the Non-Proliferation Treaty (NPT) do not bode well for global security, especially given the possibility of North Korean nuclear exports to non-state actors. Finally, China does not want North Korea to continue to nuclearize because it threatens China’s nuclear monopoly in the region. This follows classical realist security logic: China seeks balance and is most secure when it is the only nuclear power in the region, and therefore opposes attempts at nuclearization by other states.

China is also concerned about the possible collapse of a nuclearized DPRK and the potential security consequences. From a Chinese perspective, a U.S. intervention in North Korea (a likely outcome of regime collapse) would be even less appealing than a more nuclearized DPRK. Haunted by the detriment of the Korean War and bound by the 1961 Sino-DPRK Treaty of Friendship, Cooperation, and Mutual Assistance, China seeks to avoid military conflict on the peninsula at all costs. China also has an interest in maintaining the status quo because North Korea acts as a physical buffer by which, under different circumstances, an adversary could launch an invasion of China; Beijing remembers the Japanese invasion in the 1930s and 1940s, and the Korean War during which enemy troops were threatening China’s border. North Korea could possibly be forced to abandon its nuclear aspirations if the PRC were to impose harsh economic sanctions, but China fears that doing so would result in internal collapse of the DPRK regime.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

South Korea has taken a similar defensive realist policy as China. Even following the failure of the Sunshine Policy, due in large part to the DPRK’s refusal to cooperate, the ROK has been eager to maintain peaceful if strained relations. This is mostly because South Korea has no interest in a military confrontation of any kind with the North. A conventional military conflict would certainly result in a victory for the ROK, especially with the help of the U.S. (and possibly Japan), but would devastate Seoul, which sits only 40 km from the demarcation line. Accordingly, South Korea has a sufficient deterrent under the U.S. nuclear umbrella, maintaining its defensive realist position of itself themselves without military aggression.

South Korea, like China, doesn’t want the regime in the North to collapse because it would presage a massive wave of migration. South Korea is hesitant to even discuss the possibility of managing a collapsed North Korea for fear that it would invite unwanted intervention, forever thwarting hopes for reunification. The ROK and China also share apprehensions about the potential fate of North Korea’s stockpile of nuclear weapons and technology should the North collapse.

The PRC government’s legitimacy is premised on continued economic growth; therefore the state’s economic interests are also its security interests, and China’s economic interests are deeply tied to stability in Korea. A conflict on the peninsula would damage Chinese production, foreign direct investment, liquidity, and trade, and it would aversely influence the huge Sino-South Korean trade relationship by diverting economic resources into North Korea. The PRC, with pressure from the U.S., agreed to United Nations (UN) Security Council resolutions condemning North Korea along with mild economic sanctions against Pyongyang, but even the most scathing of these have been relatively benign.

In its cautious position, China also affirms that the DPRK has the right to pursue peaceful nuclear energy after it returns to the NPT, and maintains that there is no solution available other than continued dialogue between the concerned parties. The PRC is also allied with the DPRK for political reasons, but their historic communist connection has been tested by what Beijing views as Pyongyang’s insolence and incendiary rhetoric: the fraternal relationship is tense as the big brother finds the younger one’s international temper tantrums a treat to the security and prosperity of the region.

Like China, the legitimacy of the ROK government is partially based on economic growth, and the security of the state depends to some extent on continued economic prosperity. Unsurprisingly, the North was adamantly opposed to the Sunshine Policy’s principle of reciprocity though it continued the opportunistic exploitation of it. North Korea desperately needs the economic aid and wants assurance that North-South relations include aid and assured security. South Korean economic concerns have escalated with the increased North-South animosity of the Lee administration, culminating in the March 2010 sinking of the Cheonan in the Yellow Sea and again highlighting the security issues of the region.

China and South Korea have a shared security interest in preventing war on the Korean peninsula and avoiding a DPRK regime change, employing similar policies based on realist thinking. While North Korea behaves in an offensive realist manner as it nuclearizes in an attempt to accumulate and display power, the PRC and ROK have responded with defensive realist policies aimed at maintaining stability on the Korean peninsula with the intention of avoiding undesired conflict. This case study provides evidence that classical realism remains a fundamental aspect of IR and security theory, and has not declined since the end of the Cold War; states continue to act in their perceived self-interest with an emphasis on state security and power relations. The ongoing nuclear crisis also holds significant implications for the future of global non-proliferation and global security as rogue states and non-state actors acquire nuclear technology.

Morgan Potts is an assistant editor at Sino-NK, and a production editor at the British Association for Korean Studies.