The Debate

สล็อต ออนไลน์ 123 1️⃣2021: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

pgslot54 1️⃣2021,หลังจากโอเปอร์เรเตอร์อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ จะเป็นการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจได้อย่างไรนั้น ทางสำนักงาน กสทช.ได้ให้คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาเรื่องดังกล่าว คาดการณ์ว่าในปี 59 จะมีการเปิดให้บริการ 4G ในช่วงเดือนเม.ย.59 และจะมีการเพิ่มมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1.68 แสนล้านบาทนายสถิตย์ เปิดเผยอีกว่า ได้แสดงเจตจำนงที่จะสละสิทธิการต่อวาระดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ตลท.แม้ว่าจะมีกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)เสนอให้เข้าดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระ เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมาได้ทำให้ตลท.มีความก้าวหน้ามาพอสมควรแล้ว ทั้งในเรื่องของความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน รวมไปถึงการกำกับการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพด้วยการนำระบบบริหารความเสี่ยงเข้ามาเพื่อให้การซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ไทยมีความเป็นสามากลมากขึ้น จนขณะนี้มูลค่าการซื้อขายปีนี้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาทถือว่ามีสภาพคล่องสูงสุดในอาเซียนบริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำในธุรกิจให้บริการโทรคมนาคมที่มีเทคโนโลยีโครงข่ายสื่อสารที่หลากหลาย โดยกลุ่มธุรกิจทรูออนไลน์มีสัดส่วนทางการตลาดจากรายได้การให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศประมาณ 41% บริษัทยังเป็นผู้นำในการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกด้วยรายการหลากหลายจากทั้งในและต่างประเทศ โดย ณ เดือนมิถุนายน 2558 กลุ่มธุรกิจทรูวิชั่นส์มีลูกค้าที่เป็นสมาชิกรวมประมาณ 2.7 ล้านราย อีกทั้งยังเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในลำดับที่ 3 ของประเทศด้วย ส่วนกลุ่มทรูโมบายมีสัดส่วนรายได้ทางการตลาดจากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ประมาณ 19% ทั้งนี้ อันดับเครดิตของบริษัทยังสะท้อนถึงการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายถือหุ้นของบริษัท 51% ตามด้วย China Mobile International Holdings Ltd. (China Mobile) ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทอยู่ที่ 18% โดย China Mobile เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีฐานลูกค้าใหญ่ที่สุดในโลกทั้งนี้ ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในเดือนก.ย.58 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน จากการที่มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อจำหน่ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต่างขยายตลาดและการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการอ่อนค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยบวกต่อภาคการส่งออกในเดือนนี้ ,ในส่วนของธุรกิจไก่และหมูนั้น ปี 58 เป็นช่วงตกต่ำตามวัฏจักรจากปัญหาอุปทานล้นตลาดหลังจากที่ผู้ผลิตหลายรายขยายกำลังการผลิตจำนวนมากในปี 57 และอุตสาหกรรมไก่ยังมีผู้ผลิตรายใหญ่ คือ บจก.สหฟาร์ม กลับมาดำเนินการหลังจากหยุดการผลิตไป ในขณะที่ความต้องการบริโภคชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์ปรับตัวลงมาก ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการจึงลดลงตามราคาเนื้อสัตว์สำหรับจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้น จะเห็นได้จากการประมูล 3G หรือ 2100 MHz ที่ผ่านมาในปี 56 ซึ่งหลังจากมีการเปิดให้บริการ 3G การใช้งานบนคลื่นความถี่ 2G ถือว่ามีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานบน 2G ราว 4 ล้านเลขหมาย และมีการเพิ่มขึ้นของการใช้งานบน 3G ซึ่งปัจจุบันมีการใช้งานอยู่ที่ราว 90 ล้านเลขหมาย ORI ปรับเป้าเปิดโครงการใหม่ปีนี้เพิ่มเป็น 1 หมื่นลบ.จากเดิม 7 พันลบ.โดยดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ 22,470.84 จุด ลดลง 129.62 จุด, -0.57% ดัชนี SENSEX ตลาดหุ้นอินเดียเปิดวันนี้ที่ 26,760.32 จุด ลดลง 86.21 จุด, -0.32%แนวต้าน 9.20 9.50 / (10) บาทนอกจากนี้ ข้อมูลการค้าที่อ่อนแอของจีนยังกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยสำนักงานศุลกากรของจีนเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า การส่งออกของจีนในเดือนก.ย.ลดลง 1.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 1.3 ล้านล้านหยวน หลังจากที่ร่วงลง 6.1% ในเดือนส.ค. ขณะที่การนำเข้าเดือนก.ย.ร่วงลง 17.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 9.24 แสนล้านหยวน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรุนแรงกว่าเดือนส.ค.ที่ลดลง 14.3%。 PKราคาค่อยๆ ปรับตัวขึ้น สอดคล้องกับเครื่องมือ Modi. Sto. ที่ให้สัญญาณบวกเหนือเส้น 50 น่าลุ้นฟื้นตัว เก็งกำไร แนวรับ 5.10 แนวต้าน 5.50, 5.80 Cut loss 4.96 บ. แนวรับ : 3.84 และ 3.80 สมาคมแลกเปลี่ยนทองคำและเงินของจีน เผยราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงร่วงลง 70 ดอลลาร์ฮ่องกง ปิดที่ระดับ 10,700 ดอลลาร์ฮ่องกง/ตำลึงในวันนี้ หรือราคาเทียบเท่ากับ 1,158.94 ดอลลาร์สหรัฐ/ทรอยออนซ์ ร่วงลง 7.58 ดอลลาร์สหรัฐ ที่อัตราแลกเปลี่ยนล่าสุด 1 ดอลลาร์สหรัฐ/ 7.75 ดอลลาร์ฮ่องกงตลาดหุ้นยุโรปอ่อนแรงลงหลังจากสำนักงานศุลกากรของจีนเปิดเผยว่า การส่งออกของจีนในเดือนก.ย.ลดลง 1.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 1.3 ล้านล้านหยวน หลังจากที่ร่วงลง 6.1% ในเดือนส.ค. ขณะที่การนำเข้าเดือนก.ย.ร่วงลง 17.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 9.24 แสนล้านหยวน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรุนแรงกว่าเดือนส.ค.ที่ลดลง 14.3% ทั้งนี้ การร่วงลงอย่างหนักของยอดการนำเข้าส่งผลให้จีนมียอดเกินดุลการค้าในเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 96.1% สู่ระดับ 3.762 แสนล้านหยวน (5.95 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากระดับ 3.68 แสนล้านหยวนในเดือนส.ค.โดยจะพัฒนากิจกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance Repair and Overhaul : MRO) และกิจกรรมการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน (Original Equipment Manufacturer : OEM) วงเงินลงทุน 15,000 ล้านบาท โดยมี อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) 22% และอัตราผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) 6.34% และประมาณการรายได้ตลอดสัญญา 30 ปี ที่ 2.4 แสนล้านบาทความกังวลเกี่ยวกับภาวะอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบทั่วโลกนั้น ได้สกัดคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ และกดดันให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงขณะเดียวกัน ความวิตกดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และเข้าซื้อสกุลเงินเยน ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย,ในส่วนของธุรกิจไก่และหมูนั้น ปี 58 เป็นช่วงตกต่ำตามวัฏจักรจากปัญหาอุปทานล้นตลาดหลังจากที่ผู้ผลิตหลายรายขยายกำลังการผลิตจำนวนมากในปี 57 และอุตสาหกรรมไก่ยังมีผู้ผลิตรายใหญ่ คือ บจก.สหฟาร์ม กลับมาดำเนินการหลังจากหยุดการผลิตไป ในขณะที่ความต้องการบริโภคชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์ปรับตัวลงมาก ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการจึงลดลงตามราคาเนื้อสัตว์ , ทริสฯ คาดจีดีพี ไทยปี 58 โต 2.5% ปี 59 กระเตื้องเล็กน้อยแนวรับ : 3.8 +/-พล.อ.อ.มณฑล สัชฌุกร โฆษกศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน หรือ ศบปพ. เปิดเผยว่า กรมการบินพลเรือน หรือ บพ. ได้ชี้แจงมายังคณะกรรมการ ศบปพ. ที่มี พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานฯ ถึงกรณีข้อบกพร่องจำนวน 35 ข้อ ที่ทาง สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ FAA เรียกร้องให้ประเทศไทยดำเนินการแก้ไขปรับปรุงว่า ขณะนี้ บพ.ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วตามขั้นตอน จากนี้รอเพียงแค่คณะ FAA ที่จะเดินทางเข้ามาตรวจอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 26 ตุลาคม 2558 น้ำมันดิบปิดลบหลัง IEA เตือนอุปทานล้นตลาด。

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของราคาน้ำมันได้ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มสายการบินดีดตัวขึ้น โดยหุ้นเจ็ทบลู แอร์ไลน์ส และหุ้นยูไนเต็ด คอนติเนนตัล โฮลดิงส์ ต่างก็ปรับตัวขึ้นกว่า 2.9% และหุ้นสกายเวสท์ ทะยานขึ้น 11%นอกจากนี้ นายโลว์กล่าวว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างออสเตรเลียกับประเทศอื่นๆในเอเชียนั้น ก็จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆให้กับออสเตรเลีย ผ่านการส่งออกสินค้าการเกษตร เนื่องจากความต้องการโปรตีนปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกันกับการส่งออกภาคบริการ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การศึกษา การเงิน และบริการผู้เชี่ยวชาญราคาปิด 2.52 แนวรับ 2.50-2.40 แนวต้าน 2.60-2.66 , 2.70-2.74 แนวต้าน : 4.30 และ 4.40 ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 4.20-5.20 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 4.18 บาทนอกจากนี้ บริษัทฯยังเตรียม เปิดโครงการ Kensington บนย่านเกษตร สะพานใหม่ (รถไฟฟ้าสีเขียวเข้ม) มูลค่าโครงการกว่า 600 ล้านบาท ช่วงเดือนตุลาคมนี้ หลังจากที่บริษัทฯประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวโครงการ Knights Bridge สะพานใหม่ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งในปัจจุบันโครงการดังกล่าวมียอดพรีเซลเข้ามาแล้วกว่า 95%,ขณะที่มองว่ายอดขายกล้องถ่ายภาพดิจิตอลของ BIG ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ แต่สินค้าประเภทกล้องถ่ายภาพดิจิตอลเป็นสินค้าที่อยู่ในกระแส กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นนักศึกษา และผู้หญิง ซึ่งมีกำลังซื้อ ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เห็นได้จากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่รายได้และกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์, SET ปิดเช้าร่วง 8 จุด SCI ซื้อ-ขายสูงสุด 4.55 พันลบ.、สล็อต สมัคร 10 ได้ 100 1️⃣2021、ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2558 บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MODERN รายงานการจำหน่าย หุ้นของบริษัท พลาสติค และหีบห่อไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TPAC โดยเป็นการขายทั้งจำนวนคิดเป็น 47.9%。 รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจที่จะเริ่มการหารือเพื่อกระตุ้นให้บรรดาผู้นำภาคธุรกิจของญี่ปุ่นส่งเสริมการลงทุนในด้านทุน ขณะที่นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่น ได้หันกลับมาให้ความสนใจด้านเศรษฐกิจอีกครั้ง จากเดิมที่มุ่งเน้นไปที่ประเด็นความมั่นคงทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเห็นว่าการอนุมัติเพิ่มทุนดังกล่าว เนื่องจากมีความเห็นว่ากลุ่มผู้ถือหุ้น BBW เป็นผู้มีประสบการณ์และมีแผนขยายธุรกิจซึ่งจะช่วยให้ BBW มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นบริษัทมีรายได้ 10.92 หมื่นล้านบาทในปี 2557 และ 5.71 หมื่นล้านบาทในครึ่งแรกของปี 2558 ซึ่งหากไม่รวมรายได้จากการที่บริษัทส่งมอบเสาโทรคมนาคมให้แก่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล (DIF) มูลค่า 6 พันล้านบาทในปี 2557 และ 3 พันล้านบาทในครึ่งแรกของปี 2558 ตามลำดับแล้ว รายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้น 7.3% ในปี 2557 และ 9.5% ในครึ่งแรกของปี 2558 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทดีขึ้นจากต้นทุนจากส่วนแบ่งรายได้ (Regulatory Cost) ที่ลดลง และการสิ้นสุดการบันทึกค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์ โครงข่าย 2G โดยอัตราส่วนกำไร (อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นจาก 16.7% ในปี 2556 มาอยู่ที่ 24.2% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 MACD ปรับตัวเพิ่มขึ้นทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยในแดนบวก เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มขึ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือแนวโน้มลง RSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 60ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ โดยรวมยังคงมีผลประกอบการที่ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในช่วงเวลาดังกล่าวธนาคารเหล่านี้มีระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่งขึ้นและได้มีการสะสมสำรองส่วนเกินเพื่อรองรับความเสี่ยงจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้สะท้อนในแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพของธนาคารEPG Trading buy ปิด 8.75 แนวรับ: 8.7-8.5 แนวต้าน 9.05-9.25。 นอกจากนี้ นายโลว์กล่าวว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างออสเตรเลียกับประเทศอื่นๆในเอเชียนั้น ก็จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆให้กับออสเตรเลีย ผ่านการส่งออกสินค้าการเกษตร เนื่องจากความต้องการโปรตีนปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกันกับการส่งออกภาคบริการ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การศึกษา การเงิน และบริการผู้เชี่ยวชาญ วิตกข้อมูลศก.จีนซบเซา ฉุดดาวโจนส์ปิดลบเกือบ 50 จุด。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.