Features | Diplomacy

pg slot background1️⃣M98: Beyond Alliance Repair: Biden Must Do More in the Indo-Pacific

scribblenauts unlimited apk,ทั้งนี้ทิศทางของสถาบันกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้ง โดยตั้งแต่ต้นปีเข้าซื้อสุทธิที่ 4.8 พันลบ. ขณะต่างชาติขายสุทธิตั้งแต่ต้นปีที่ 1.9 หมื่นลบ. ด้านความเชื่อมั่นนักลงทุน เริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยล่าสุด PSR s F-G index ที่ใช้วัด Sentiment ตลาดหุ้นไทย ได้ปรับขึ้นจากระดับ Extreme Fear สู่ระดับ Fear แล้ว มองกรอบบ่ายอยู่ระหว่าง 1240-1260 จุดSF ซื้อ ราคาหุ้นเริ่มมีจังหวะฟื้นตัวขึ้นยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือนได้อีกครั้งสอดคล้องกับเครื่องมือ MACD ตัด Signal ขึ้นวันแรก เป็นจังหวะเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่แนว Downtrend Line บริเวณ 6.15 บาท ผ่านได้จะมีแนวต้านถัดไปที่ 6.40 บาท,มองภาคบ่ายกลุ่มสื่อสารน่าจะเริ่มตันและอ่อนตัวลงบ้าง ส่วนกลุ่มพลังงานมีโอกาสที่จะปรับลงต่อ เช่นเดียวกับกลุ่มอื่นๆที่จะได้รับแรงกดดันจากตลาดหุ้นยุโรปที่คาดว่าจะเปิดตัวติดลบเกิน 1% โดยช่วงบ่ายต้องระวังแนว 1,250 จุดหากต่ำกว่าระดับนี้ อาจลงต่อถึง 1,240 จุด、เค ดิ ต ฟรี slot 1️⃣2021、จากการดำเนินการด้านแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง ส่งผลให้ซีพีเอฟได้รับเกียรติบัตรยกย่องจากกระทรวงแรงงานในฐานะองค์กรต้นแบบในการปฏิบัติที่ดีต่อแรงงานต่างด้าว ต่อต้านการใช้แรงงานผิดกฎหมาย และได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI Listed Company ในกลุ่ม DJSI Emerging Markets โดยหัวข้อด้านการปฏิบัติต่อแรงงาน เป็น 1 ใน 8 หัวข้อที่ซีพีเอฟได้คะแนนการประเมินที่โดดเด่นสูงกว่า 80 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการดูแลบุคลากรทุกระดับยึดหลักตามมาตรฐานสากล และร่วมยกระดับมาตรฐานด้านแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกต่อไป ,นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยในวันนี้สหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ของสหรัฐ และผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของสหรัฐเดือนม.ค.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย ส่วนในวันศุกร์จะมีการเปิดเผยดัชนีกิจกรรมการผลิตทั่วประเทศเดือนธ.ค.จากเฟดชิคาโก, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนม.ค., ยอดขายบ้านมือสองเดือนธ.ค. และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนธ.ค.จาก Conference Boardสำหรับสินเชื่อขยายตัว 28.7% เพิ่มขึ้นสูงถึง 290.7 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2557 โดยการเติบโตของเงินให้สินเชื่อในปี 2558 มีปัจจัยหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 84.6% จากสินเชื่อธุรกิจที่รับโอนจาก BTMU สาขากรุงเทพฯ ขณะที่สินเชื่อเพื่อรายย่อยขยายตัวครอบคลุมทั้งในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 12% อย่างไรก็ดี สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหดตัว 8.2%ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 255,756,773.50 บาท จากเดิมที่ 76,727,032 บาท โดยการออกหุ้นเพิ่มทุนใหม่เพื่อเสนอขายหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นเดิมดังกล่าว และจะนำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 ในวันที่ 17 ก.พ.นี้ต่อไปแนะนำซื้อ TRUE โดยมีแนวรับที่ 6.55 และ 6.50 และมีแนวต้านที่ 7.00 และ 7.15 เป็นจุดขายทำกำไรอย่างไรก็ตาม Top pick: Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน ซึ่งจะทำให้โครงการพลังงานทดแทนสามารถอนุมัติและเริ่มก่อสร้างได้รวดเร็วขึ้น จากการแก้ปัญหาผังเมืองรวม โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ที่สุดจากการเน้นย้ำในการประกาศครั้งนี้ คือราคาที่เสนอขายต่อผู้ถือหุ้นเดิมดังกล่าว คิดเป็น 1.75 เท่าของมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ณ วันที่ 30 ก.ย.58 ที่เท่ากับ 0.57 บาท/หุ้น และคาดว่าจะทำให้บริษัทสามารถระดมเงินทุนได้เป็นไปตามจำนวนที่บริษัทตั้งไว้ โดยการเพิ่มทุนดังกล่าวเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะแก้ปัญหาฐานะทางการเงินของบริษัท เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเข้าข่ายถูกเพิกถอนหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ฯ、SET เปิด Gap สูงขึ้น แต่ยังไม่ผ่านแนวต้าน 1,270 จุด เน้น Selective ต่อไปนอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของราคาน้ำมัน โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค.พุ่งขึ้น 1.18 ดอลลาร์ สู่ระดับ 29.53 ดอลลาร์/บาร์เรลเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากสัญญาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างหนักในช่วงก่อนหน้านี้ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยหุ้นเชฟรอน คอร์ป พุ่งขึ้น 2.6% หุ้นคินเดอร์ มอร์แกน ทะยานขึ้น 16% หุ้นคอนโซล เอนเนอร์จี และหุ้นเซาท์เวสเทิร์น เอนเนอร์จี ต่างก็พุ่งขึ้นราว 19%ส่วนดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 1,848.10 จุด เพิ่มขึ้น 2.65 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 2,581.11 จุด เพิ่มขึ้น 21.34 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,616.12 จุด ลดลง 2.71 จุด, ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เปิดวันนี้ที่ 6,212.41 จุด ลดลง 47.20 จุดทั้งนี้ BAY ซึ่งเป็นบริษัทในเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) รายงานผลกำไรสุทธิแข็งแกร่งสำหรับปี 2558 อยู่ที่ 18.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.6% จากปี 2557 โดยปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิและการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับงบลงทุนปีนี้ตั้งงบไว้ทั้งสิ้น 1.4 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยงบสำหรับการซื้อที่ดิน 7 พันล้านบาท และงบลงทุนด้านพัฒนาหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อขายให้เช่าอีก 7 พันล้านบาท โดยงบซื้อที่ดินจะเน้นในทำเลกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต เกาะติดหุ้นเด็ด เด็กแนว ราคาปิดประจำวันที่ 21 ม.ค. 59 ,สำหรับทิศทางการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยในต่างจังหวัดน่าจะยังชะลอตัวอยู่ในช่วง 1-2 ปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจท้องถิ่นยังได้รับผลกระทบจากกิจกรรมเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรรม ขณะที่การลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้น แม้ว่าผู้ประกอบการจะยังให้น้ำหนักการลงทุนโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลก็ตาม แต่คาดว่าการลงทุนน่าจะเต็มไปด้วยความท้าทายมากขึ้น โดยนอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจและกำลังซื้อแล้ว ต้องยอมรับว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีการแข่งขันรุนแรง โดยการแข่งขันไม่เพียงจากผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มานานแล้ว แต่ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการธุรกิจอื่นๆ ก็ขยายฐานธุรกิจเข้ามาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้มีความแข็งแกร่งทั้งด้านแหล่งเงินทุนและที่สำคัญเป็นเจ้าของที่ดินในทำเลศักยภาพนายบุญทักษ์ กล่าวว่า ธนาคารยังได้ตั้งเป้ายอดเงินฝากปีนี้จะเติบโต 8-10% จากปีก่อนที่มีเงินฝากรวมที่ 644,694 ล้านบาท โดยธนาคารได้ให้ความสำคัญในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สร้างประโยชน์อย่างแท้จริงต่อลูกค้า และมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางธุรกรรมทางการเงิน (Transactional Banking)。

PLANB (รับ 6.65 ต้าน 7.10 Cut 6.50)CWT ราคาปิด 1.93 บาท แนะนำซื้อ EA โดยมีแนวรับที่ 22.00 และ 21.80 และมีแนวต้านที่ 23.00 และ 23.50 เป็นจุดขายทำกำไรโดยมีหุ้น Under Coverage คือ GUNKUL ([email protected]) ผ่านการคัดเลือก 50MW, PSTC [email protected]) ผ่านการคัดเลือก 15 MW และผู้ประกอบการอื่นๆ IFEC (ผ่าน 48 MW), EPCO (ผ่าน 30 MW), TSE (ผ่าน 45 MW), SOLAR (ผ่าน 100 MW), BCP (ผ่าน 45 MW) และ AKR (ผ่าน 9 MW),แจก ฟรี ไม่ ต้อง แชร์1️⃣LOOK618 BR (TP11) : Support 6.0/5.8 Resistance 6.5/6.7นายบุญทักษ์ กล่าวว่า ธนาคารยังได้ตั้งเป้ายอดเงินฝากปีนี้จะเติบโต 8-10% จากปีก่อนที่มีเงินฝากรวมที่ 644,694 ล้านบาท โดยธนาคารได้ให้ความสำคัญในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สร้างประโยชน์อย่างแท้จริงต่อลูกค้า และมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางธุรกรรมทางการเงิน (Transactional Banking) นิกเกอิปิดทะยาน 941.27 จุด รับ ECB ส่งสัญญาณกระตุ้นศก.,บริษัท บางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRC ระบุว่า าตามที่ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้องยางของบริษัท สาขาเสนา ซึ่งตั้งอยู่ภายในสวนอุตสาหกรรมบ้านแพน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวานนี้(19 ม.ค.) เวลาประมาณ 17.30 น. โดยจุดที่เกิดเพลิงไหม้ เป็นอาคารห้องยาง ไฟได้ลุกลามไหม้เครื่องจักร และวัสดุที่ใช้ในการผลิตรองเท้า ภายในตัวอาคาร ค่าเสียหาย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมิน และตรวจสอบหาสาเหตุ อย่างไรก็ตามอาคารที่เกิดเหตุนั้นบริษัทได้มีการทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองไว้แล้วSTOP LOSS สถานะ Long ใน ITDH16 ถ้าปรับตัวดลลงหลุด 6.67 ลงไป、เมื่อเวลาประมาณ 10.45 น.ตามเวลาประเทศไทยในวันนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลง 80 เซนต์ หรือ 2.8% สู่ระดับ 27.66 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปีนอกจากนี้ ซีพีเอฟยังนำยุทธศาสตร์ 3P (3 พี) มาใช้ในการบริหารดูแลแรงงานทั่วทั้งองค์กร ซึ่งประกอบด้วย P ตัวแรก คือ Policy (นโยบาย) การกำหนดนโยบายด้านแรงงานใช้ทั่วทั้งองค์กรที่ยึดมาตรฐานสากลตามหลักสิทธิมนุษยชนและต่อต้านการค้ามนุษย์และแรงงานทาส เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม และเท่าเทียม ส่วน P ที่ 2 คือ Practice (การปฏิบัติ) เป็นการปฏิบัติที่ดีต่อแรงงานทั่วทั้งองค์กร สำหรับ P ที่ 3 คือ Partnership (การให้ความร่วมมือ) เป็นการให้ความร่วมมือ และบูรณาการทุกภาคส่วน แก่หน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงแรงงาน กNGO และลูกค้า ซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการดูแลแรงงานขององค์กรเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กรนายอามีร์ ฮอสเซน ซามานิเนีย รมช.พลังงานฝ่ายกิจการพาณิชย์และต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านตั้งเป้าเพิ่มการส่งออกน้ำมันทันที 500,000 บาร์เรลต่อวัน หลังจากที่นานาประเทศได้ยุติมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน, นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เผยแนวโน้มตลาดรถยนต์ของไทยในปี 59 คาดว่าภาพรวมยอดขายในประเทศจะอยู่ที่ 7.2 แสนคัน ลดลงต่อเนื่องราว 10% จากปีที่ผ่านมาที่มียอดขายในประเทศ 799,594 คัน ลดลง 9.3% จากปี 57、joker ace8881️⃣M98、สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจากผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ น่าจะมีประมาณ 33,250 หน่วย เติบโตประมาณร้อยละ 27.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ซึ่งหดตัวร้อยละ 26.9) นอกจากนี้ ตลาดยังมีปัจจัยหนุนในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ยังทรงตัวอยู่ระดับต่ำ ณ ขณะนี้ซึ่งยังเอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ดี แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยในระยะถัดไปอาจจะต้องติดตามท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งหากธนาคารกลางสหรัฐฯ มีการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาด จะส่งผลกดดันต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทย。 2) สมมติฐานที่เราใช้คำนวณอยู่ภายใต้เกณฑ์ (1) มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ = 100 ล้านบาท (กลุ่ม SET) หรือ มูลค่าการ。

Washington must sharpen its focus on strengthening the regional order-defending agendas of its Indo-Pacific alliances.

Beyond Alliance Repair: Biden Must Do More in the Indo-Pacific
Credit: Official White House photo

Defense and foreign ministers from Australia and the United States will be gathering this week for the annual Australia-U.S. Ministerial (AUSMIN) Dialogue, the first 2+2 meeting between the allies since U.S. President Joe Biden took office. After the mercurial alliance management of the Trump years, Australian officials could be forgiven for looking ahead to this occasion with a mixture of relief and high expectations.

The consultations will bring much-needed normalcy to the Australia-U.S. alliance. But they may also bring bold new commitments to increase collaboration on a range of global challenges: from climate change and human rights to governance reform and critical technology cooperation. This, after all, has been the Biden team’s playbook so far in engagements with the United States’ democratic allies and partners around the world.

Strengthening the international rules-based order is an important agenda. But to win today’s contest with China in the Indo-Pacific, Biden’s global focus won’t be enough. As we argue in “Correcting the Course: How the Biden Administration Should Compete for Influence in the Indo-Pacific,” the United States must invest in the regional order-defending functions of its Indo-Pacific alliances and partnerships if it is to succeed in improving its strategic position in the region. Biden’s global order priorities, despite being broadly welcomed in the region, are not directly relevant to competing for present-day influence in the Indo-Pacific. Although alliance repair is an important part of the regional agenda, more is required to support and empower U.S. allies and partners to set them up for success in strategic competition.

Restoration and Global Order

The Biden administration deserves credit for moving fast to reinvigorate its Indo-Pacific alliances and partnerships after the tumult of Donald Trump’s presidency. Early cabinet-level visits to Japan and South Korea in March saw the United States reaffirm its defense treaty commitments and secure host nation support agreements with both allies. Biden’s team has also made it clear that it views U.S. allies and partners as indispensable “force multipliers” for strengthening the liberal international order and addressing a long list of global concerns. Given the Trump administration’s narrow prioritization of regional security issues and the Biden team’s restorationist agenda, this is as welcome as it is unsurprising.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Operationalizing this agenda has seen the Biden administration reopen the global aperture of the United States’ Indo-Pacific alliances and partnerships in ways reminiscent of the Obama years. Leaderssummits with Japanese and South Korean counterparts produced ambitious agendas for global cooperation, including new bilateral climate, health, and technology mechanisms. The same approach has been applied to the India-U.S. partnership, with officials emphasizing cooperation on climate change, health, supply chain security, and technology issues, and flagging expanded coordination in the Indo-Pacific, Africa, and Middle East. Although cabinet-level engagements with Australia have been sparing to date, U.S. officials have nonetheless sought Canberra’s cooperation on global health and economic initiatives, and in promoting democratic values abroad.

The Biden administration has also worked to expand the role of select multilateral groupings involving regional allies. Washington moved quickly to elevate the Quad between Australia, India, Japan, and the United States to a leaders’ level dialogue and revive the dormant trilateral partnership with Seoul and Tokyo. In both cases, the United States and its Indo-Pacific partners have signaled their intention to expand cooperation beyond the security realm – in health, climate change, and technology, etc. – to strengthen the collective ability to provide global and regional public goods.

At the same time, Washington has expended significant diplomatic capital to bring its European and Indo-Pacific partners together in support of a global agenda to counter China’s expanding ambitions and influence. Crucially, as the Biden team views competition with China as a long-term global challenge – rather than a near-term regional imperative – this agenda has prioritized coordinated pushback on issues such as Beijing’s Belt and Road Initiative, cyber malpractices, human rights abuses, and techno-authoritarianism.

Where Goes the Neighborhood?

But for all that Indo-Pacific allies and partners bring to global initiatives, the Biden administration has yet to focus its investment in these relationships on a dedicated regional strategy. This is a serious problem. Biden’s Asia team has talked a big game on strategic competition with China. But even as Beijing continues to undercut U.S. regional preeminence, there remain serious questions over Washington’s capacity and willingness to maintain a favorable Indo-Pacific balance of power, deliver a comprehensive regional trade and investment strategy, and sustain robust and wide-ranging engagement with Southeast Asia.

Worryingly, there has been little progress on such regional issues during the Biden administration’s engagements with its Indo-Pacific allies and partners to date. With the notable exception of the ambitious Quad Vaccine Partnership, projects designed to have a strategic impact in the region – such as the U.S.-Korea Global Vaccine Partnership and U.S.-Japan Competitiveness and Resilience Partnership – have been diffuse and slow-moving. This is a missed opportunity for the administration’s alliance revitalization agenda. But it also raises questions about its priorities so far: The Biden team has simply not demonstrated the same sense of urgency in focusing alliances on Indo-Pacific challenges as it has on building allied and partner support for the globalization of strategic competition with China. This leaves regional states wondering whether Washington will be truly committed to competing for influence with China within the Indo-Pacific.

Empowering Allies Through Defense Integration

As a starting point, ensuring U.S. alliances and partnerships in the Indo-Pacific can effectively contribute to shared security objectives is a necessary component of an improved regional strategy. Achieving this will require the Biden administration to better empower its partners for collective and independent roles. This is not a natural impulse for the United States. On the contrary, Washington’s “superpower mindset” and the protectionist instincts represented in its newly tightened “Buy American” regulations do not portend a swift departure from longstanding U.S. preferences to limit and control the extent of defense integration with allies and partners.

This is especially problematic given the United States’ growing – and increasingly well recognized – need to multilateralize its defense industrial and technological base to maintain a competitive military advantage vis-à-vis China. Unfortunately, even with close allies like Australia and Japan, efforts to deepen defense industry integration have encountered significant economic and political hurdles, particularly around sharing and protecting sensitive data.

Technology sharing reforms should thus feature prominently in the Biden team’s efforts to empower Indo-Pacific allies and partners going forward. To start with, the administration should lean into reforming and implementing existing mechanisms that are designed to facilitate greater two-way collaboration between U.S. and allied defense industries. This includes removing barriers to technology transfer and information-sharing arrangements with Australia by fully utilizing the U.S. National Technology and Industrial Base legislation – the slow progress of which is currently complicating Canberra’s effort to build a sovereign guided munitions manufacturing capability. It also requires reforming restrictive data-sharing arrangements within the U.S. Foreign Military Sales program, the likes of which have recently frustrated Tokyo, pushing it to prioritize domestic alternatives to U.S. capabilities and munitions.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Empowering allies also requires Washington to step out of the way of allied self-strengthening efforts to enhance their own defense capabilities, even when these do not entirely align with U.S. preferences. On this score, the Biden administration’s record is mixed. Its decision to scrap the U.S.-Korea Missile Guidelines in May is a good example of what needs to be done – enabling Seoul to produce and field longer-range systems that provide it operational advantages vis-a?-vis China and North Korea, and paving the way for enhanced bilateral space cooperation. But other efforts will not be so simple. For example, finding a solution to Washington’s disagreement with India over its purchase of the Russian S-400 air defense system – one that does not jeopardize future India-U.S. military cooperation – will be essential for sustaining the trajectory of that strategic partnership. By increasing the ability of U.S. allies and partners to defend themselves and contribute to collective defense efforts, letting such initiatives flourish offers mutual strategic advantages.

Correcting the Course

The Biden administration’s recommitment to strong Indo-Pacific relationships and policy of ongoing strategic competition with China are welcome starting points for its early engagements with allies and partners. But it’s been slow off the mark when it comes to developing a regional strategy that will set the United States on the right trajectory to compete for influence with China within the Indo-Pacific.

This week’s AUSMIN consultations provide an opportunity for Washington to begin correcting the course. By working with Canberra on ambitious initiatives to strengthen regional defense posture, geoeconomic security, sovereign resilience, and diplomatic engagement, Washington can signal that investing in the Indo-Pacific is as important to the administration as global competition with China. Failure to focus substantial attention and resources on regional competition will exacerbate concerns that the Biden administration, like its predecessors, is unable or unwilling to deliver on the Indo-Pacific pivot that Washington has promised for a decade.